ผลต่างระหว่างรุ่นของ "ปรัชญาหลังนวยุค"

ไม่มีคำอธิบายอย่างย่อ
ไม่มีความย่อการแก้ไข
ไม่มีความย่อการแก้ไข
 
'''อภิปรัชญาของฮายเซนเบิร์ก''' (Werner Heisenberg ค.ศ.1901-1976) หลักความไม่แน่นอนที่เขาตั้งขึ้นได้สะเทือนถึงหลักค้ำประกันความเป็นจริงของระบบเครือข่ายตามกระบวนทรรศน์นวยุค เพราะเป็นการค้นพบที่นอกเหนือไปกว่ากฎวิทยาศาสตร์ที่ค้นพบกันอยู่ แต่ไม่มีกฎเกณฑ์ที่แน่นอนใดที่จะสรุปเป็นกฎหรือพยากรณ์ได้ผ่านกระบวนการวิทยาศาสตร์ หากแต่เป็นความจริงที่ค้นพบ หลักการความไม่แน่นอนนี้จึงทำให้ทฤษฎีแควนเทิม (Quantum theory) ซึ่งแสดงความตายตัวของอนุภาคซึ่งเป็นพื้นฐานของทุกสิ่ง กฎฟิสิกส์ที่ควบคุมตรงไปตรงมา และแสดงการพยากรณ์ที่ได้รับการยอมรับในยุคแรกของกระบวนทรรศน์นวยุค เป็นหลักค้ำประกันความจริงบนระบบเครือข่ายที่ใช้วิธีการวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์สิ่งต่างๆ เกิดการสั่นไหวอย่างรุนแรง เพราะความไม่แน่นอนทำให้ไม่อาจพยากรณ์ได้
 
'''อภิปรัชญาของแรมซีย์''' (Frank Ramsey ค.ศ.1903-1930) ได้แสดงว่าความน่าจะเป็นคือระดับวัดความเชื่อของผู้ใช้เหตุผล แม้ว่าความน่าจะเป็นจะมีค่าสูงเท่าใด และเชื่อว่าใกล้เคียงกับความจริงวัตถุวิสัยที่สุด แต่สำหรับผู้ใช้เหตุผลก็เป็นเพียงระดับความเชื่อถือต่อข้อมูลที่ได้ เพราะการใช้ข้อมูลของบุคคลเป็นเหตุผลทางจิตวิทยา ซึ่งไม่อาจใช้สูตรคำนวณได้ มนุษย์มีสิทธิที่จะทำหรือไม่ทำตามความน่าจะเป็นของข้อมูลที่คำนวณได้ ขึ้นกับระดับความเชื่อต่อข้อมูลในเรื่องนั้นๆ เป็นการใช้ความน่าเชื่อถือตามความรู้สึกของตน โดยไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะมีความแน่ใจระดับใดในเรื่องเดียวกัน
 
'''อภิปรัชญาของเวสเทอร์มาร์ก''' (Edvard Westermarck ค.ศ.1862-1939) ได้ชี้ว่าหลักจริยธรรมเป็นสัมพัทธ์ตามวัฒนธรรมของสังคมที่ตนจำกัดอยู่ กฎจริยศาสตร์เป็นอัตวิสัยเกิดจากอาเวค (emotion) ไม่ใช่จากเหตุผล หน้าที่ของจริยศาสตร์จึงไม่ใช่การวางกฎเกณฑ์สำหรับความประพฤติ แต่ต้องค้นคว้าหาข้อมูลของความสำนึกทางศีลธรรม มนุษย์คิดว่ากฎจริยธรรมเป็นหลักตายตัวก็เพราะขีปนา (projection) อาเวคศีลธรรมเป็นวัตถุวิสัย ก็เพราะได้รับการหนุนโดยศาสนา ประเพณี และอุดมคติ วัตถุวิสัยนิยมทางจริยศาสตร์ก็คือการยืนยันว่าหลักเกณฑ์การตัดสินดีชั่วที่สมมติว่ามีอยู่จริงนอกความคิดเห็นของบุคคลแต่ละคน บุคคลแต่ละคนอาจจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็ตัดสินไปโดยพละการอย่างผิดๆ ได้โดยไม่กระทบกระเทือนต่อความเที่ยงตรงของหลักเกณฑ์ที่สมมติไว้ แต่อย่างไรก็ตามหลักเกณฑ์ที่สมมติกันขึ้นมานี้ก็มีต่างๆ กันไปตามแต่พื้นฐานของระบบสังคมนั้นๆ ทำให้มีหลักเกณฑ์หลากหลาย ซึ่งหากมีหลักเกณฑ์ที่หลากหลายเสียแล้วจะถูกไปหมดทุกระบบย่อมเป็นไปไม่ได้ ต่างระบบต่างก็มีเหตุผลและข้อบกพร่องของตน ดังนั้นจริยศาสตร์จึงเป็นเรื่องอัตวิสัย
 
'''อภิปรัชญาของวิทเกินชทายน์''' (Ludwig Wittgenstein ค.ศ.1889-1951 ) ภาษาพัฒนาไปตามความสำนึก ความสำนึกทั้งหลายของมนุษย์มีหลากหลายแต่แสดงออกผ่านทางภาษา ภาษาที่ใช้กันก็คือภาษาสามัญ ซึ่งเป็นภาษาของสังคมและเพื่อสังคม มนุษย์ไม่สามารถใช้ภาษาส่วนตัวของใครของมันในการสื่อสาร เพราะจะไม่มีทางเข้าใจร่วมได้ การอยู่ร่วมกันเป็นสังคมต้องการสื่อสารถึงกัน จึงพัฒนาภาษามาเป็นเครื่องมือ ภาษาสามัญเป็นภาษาสังคมและมีความหมายลึกซึ้งอยู่ในตัว ซึ่งภาษาอุดมคติทำได้ในขอบเขตจำกัดมาก ดังนั้นควรหาความหมายจากภาษาสามัญด้วยทฤษฎีภาพ (picture theory) เพราะว่าความหมายของภาษาอาจเป็นไปอย่างแท้จริง หรือหลอกลวงเราไว้แต่แรกก็ได้ เราจึงต้องใช้ประโยคที่ม่งแสดงความสัมพัทธ์กับโลกแห่งความเป็นจริง
 
'''อภิปรัชญาของเฮเกล''' (Friedrich Hegel ค.ศ.1770-1831 ) มองว่าความรู้ทั้งหลายที่เราคิดว่าเป็นความจริงและความเป็นจริงล้วนแต่ตรงกับระบบเครือข่ายตรรกะ ดังนั้นจึงเป็นระบบเครือข่ายตรรกะนั่นเองที่ขีปนาออกไปภายนอกความคิด แม้แต่จิตของเราก็เป็นเพียงขีปนาการของจิตดวงใหญ่ดวงเดียวกันทั้งสิ้นที่ขีปนาตัวเองออกเพื่อมีการชนะอุปสรรค จะได้ก้าวหน้า ดังนั้นความเป็นจริงมีแต่จิตและชีปนาการของจิต ความจริงคือการสร้างสรรค์ของจิตเท่านั้น
 
 
 
'''อภิปรัชญาของนีทเฌอ''' (Friedrich Nietzsche ค.ศ.1844-1900) แสดงอภิปรัชญาผ่านเรื่อง “พระเจ้าตายแล้ว” และชี้ว่าความเป็นจริงเป็นพลังที่แสวงหาอำนาจอย่างตาบอด ไม่อยู่นิ่งตายตัวและไม่เป็นระบบระเบียบ และอภิปรัชญาที่ว่าความจริงอันติมะ ซึ่งได้แก่เจตจำนงที่เป็นพลังตาบอด ไม่ใช่จิตที่รู้คิดด้วยปัญญาเหตุผล การดิ้นรนของเจตจำนงไม่จำเป็นต้องประสานกันเป็นระบบ เพราะแต่ละอย่างที่เกิดขึ้น ขึ้นกับว่าขณะนั้นพลังดิ้นรนกำลังดิ้นรนไปทางไหนตามยถากรรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับอดีตและไม่จำเป็นต้องมีแผนสู่อนาคต ความเป็นสากลเป็นเพียงสถิติบันทึก การเอาจริงเอาจังกับกฎสากลจึงเป็นการหลงใหล การสร้างกฎเกณฑ์ขึ้นธรรมชาติจึงเป็นการบิดเบือนและหลอกตนเองของมนุษย์ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องกำจัดทิ้งไปเพื่อให้มนุษย์ได้มีความคิดเสรีไร้พันธะ
'''อภิปรัชญาของซาร์ต''' (Jean Paul Sartre ค.ศ.1905-1980) เน้นว่าทุกคนนั้นอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของตนตามแนวทางอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) มีเสรีภาพของมนุษย์ในแง่ปัจเจกชน และเสนอแนวทาง 3 กล้า ได้แก่
 
'''อภิปรัชญาของซาร์ต''' (Jean Paul Sartre ค.ศ.1905-1980) เน้นว่าทุกคนนั้นอิสระและรับผิดชอบในการกระทำของตนตามแนวทางอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) มีเสรีภาพของมนุษย์ในแง่ปัจเจกชน และเสนอแนวทาง 3 กล้า ได้แก่
# กล้าเผชิญปัญหา
# กล้าประเมินวิธีปฏิบัติ
 
'''อภิปรัชญาของฟูโกลต์''' (Michel Foucault ค.ศ.1926-1984) มองว่าจิตขีปนาความเป็นจริงและความจริงให้กับสังคม ซึ่งก็คือความต้องการของผู้มีอำนาจในสังคมที่ขีปนาออกมา ปัญญาชนในแต่ละยุคเป็นผู้กำหนดความคิดของสังคมก็เป็นไปตามความต้องการของผู้มีอำนาจที่สนับสนุนปัญญาชนนั้นๆ อยู่
 
 
* กระแสรื้อสร้างใหม่
42

การแก้ไข